วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ระบบ ศักดินา

ระบบ ศักดินา
Hewison ใน Bankers and Bureaucrats พูดถึงสังคมศักดินาว่า เป็นระบบที่ครอบงำอยู่ระบบเหนือการผลิตแบบดั้งเดิมของไทย ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นการผลิตแบบยังชีพ วิถีการผลิตประกอบไปด้วยที่ดินและแรงงาน ที่ดินสามารถครอบครองได้แม้มีกฎหมายว่ากษัตริย์มีสิทธิ์เหนือที่ดินใน อาณาจักร แต่ประชาชนก็สามารถตั้งภูมิลำเนาได้ เจ้านายเป็นเจ้าของที่ดิน ส่วนชาวนาทำนาในที่ดินนั้นและเป็นเจ้าของที่ดินได้ แต่แรงงานกลับไม่ได้เป็นของชาวนา (34)

ระบบ ศักดินาขึ้นอยู่กับ 2 ชนชั้นคือ คนธรรมดา (ไพร่กับทาส) และชนชั้นปกครอง (นาย) คนธรรมดาจะผูกพันกับนายด้วยกฎหมายและต้องให้แรงงานกับนายเป็นระยะเวลา 3-6 เดือนต่อปี ในกิจการงานต่าง ๆ ที่นายสั่ง หรืออาจจะไม่ไปอยู่กับนายแต่จ่ายเป็นภาษีแทน ด้วยระบบนี้ทำให้นายสามารถเก็บผลผลิตส่วนเกินจากชาวนาได้ สิทธิของนายอยู่ในกฎหมาย คนธรรมดาไม่มีช่องทางใช้กฎหมายได้เว้นแต่ผ่านโดยนาย จึงทำให้เป็นการย้ำเตือนความสัมพันธ์แบบ Patron-Client (34)

ส่วน เกินของระบบศักดินาจึงถูกดึงโดยพวกนายเป็นส่วนมาก การค้าเป็นกิจกรรมที่สำคัญของรัฐ ซึ่งรัฐได้ทำกิจกรรมการค้าเรือสำเภาอย่างเป็นล่ำเป็นสันกับพ่อค้าชาวจีน ความสัมพันธ์ต่างตอบแทนนี้ทำให้พ่อค้าชาวจีนบางส่วนเข้ามาได้ตำแหน่งอยู่ใน ระบบศักดินา (35)

......

การ วิเคราะห์ดังกล่าวของ Hewison เป็นความคิดที่ถูกครอบงำด้วยแนวคิด Marxist คือ เน้นอธิบายแต่ความหมายในเชิงเศรษฐกิจ โดยเน้นว่าบ่าวเป็น "แรงงาน" ในความหมายของที่เป็นปัจจัยการผลิตแบบหนึ่ง (ทุน แรงงาน ที่ดิน การประกอบการ) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่ไม่รอบด้าน หากเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์ของ Englehart ที่เริ่มต้นว่า "ความเชื่อของคนไทยอยู่บนพื้นฐานของความไม่เท่าเทียม" แล้วความไม่เท่าทียมนั่นแหล่ะที่ทำให้เกิดการยอมรับในระบบศักดินา ที่เป็นผลของ "การเจรจาต่อรอง" ที่สลับซับซ้อน อิงอยู่บนพื้นฐานทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ Marxist ไม่สนใจจะมอง เพราะเห็นมันเป็นเพียงแค่ fault consciousness....หรือเป็น superstructure แบบนึงเท่านั้น

ศักดินาไม่ใช่ ระบบควบคุมที่ดิน แต่เป็นระบบควบคุมแรงงาน ที่เป็นระบบที่นายกับบ่าวเจรจาต่อรองกัน และบ่าวคนเดียวไม่ต้องอยู่กับนายไปตลอดกาลเพราะมันไม่ใช่ระบบทาสติดที่ดิน นายไม่ดีบ่าวก็หนี และถ้าบ่าวหนีมาก ๆ อำนาจของนายก็หมดลง นายต้องการบ่าวจึงเป็นนาย บ่าวต้องการนายจึงเป็นบ่าว ศักดินามันจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลักแบบที่ Hewison บอก

Hewinson และอีกหลาย ๆ คน จึงเป็นตัวอย่างของนักวิชาการที่ใช้ภาพ Marxist มามองสังคมไทย... แล้วก็เห็นผิดพลาดไปอย่างน่าเสียดาย

กวันที่ ๒๓ ตุลาคม นิสิตจุฬาฯ จะถูกเกณฑ์ไปกราบรูปปั้นรัชกาลที่๕ เหมือนกับว่ากราบไหว้เทวดา

แต่ การกราบไหว้รูปปั้นของคนในรูปแบบนี้ โดยไม่สนใจที่จะวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของผลงานอันยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่๕ เป็นการสอนให้นักศึกษาเป็นคนปัญญาอ่อน ไม่ใช่สอนให้คิดเองเป็น เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาการ

อำมาตย์ชอบเสนอว่า สถาบันกษัตริย์ไทยปัจจุบันเป็นสถาบันเก่าแก่ตั้งแต่สุโขทัย ที่อยู่เคียงข้างสังคมในรูปแบบ “ศักดินา-สมบูรณาญาสิทธิราชย์” คือมองว่าศักดินาไม่ต่างจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นเอง

ฝ่าย อำมาตย์มีการรณรงค์ผ่านโรงเรียน และสื่อให้เราเชื่อว่า กษัตริย์มีอำนาจเหนือชีวิตของเหล่าไพร่ทั้งหลาย เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสมัยอยุธยาเลย

มันเป็นความ พยายามเพื่อสร้างภาพเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ให้ประชาชนเชื่อว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการจงรักภักดีต่อ และเกรงกลัวผู้ปกครองที่เป็นเสมือนพระเจ้าหรือเทวดา

ส่วนฝ่ายซ้าย เก่า เช่น พ.ค.ท. หรือนักวิชาการที่ได้รับอิทธิพลจาก พ.ค.ท. มักมองว่าไทยยังเป็น “กึ่งศักดินา” จนถึงทุกวันนี้ หลายคนมองต่อไปว่าความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองกับแดง เป็นการต่อสู้ระหว่างศักดินากับนายทุนสมัยใหม่ ผมว่าการวิเคราะห์แบบนี้ผิด และไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์รองรับเลย

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์เราจะพบว่า ในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง จากสถาบันในระบบศักดินา ไปเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงรัชกาลที่ ๕

และในการปฏิวัติปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนอีกครั้งเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นสถานภาพของสถาบันก็เปลี่ยนแปลงต่อไป

งาน เขียนของนักประวัติศาสตร์อย่าง ธงชัย วินิจจะกูล และ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างดี นอกจากนี้ข้อมูลในหนังสือของ Paul Handley ก็ช่วยวาดภาพประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวอีกด้วย

อย่างไรก็ตามนัก วิชาการส่วนใหญ่มองข้ามแง่มุมของสถาบันกษัตริย์ไทย ที่เป็นสถาบันสมัยใหม่ในระบบทุนนิยมซึ่งมีบทบาทหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางการ เมือง และเป็นลัทธิความคิด ที่ให้ความชอบธรรมกับทหารผู้มีอำนาจจริงในการครอบงำสังคม

ลักษณะสำคัญของระบบศักดินา

หลาย คนเข้าใจผิดว่าการปกครองในยุคศักดินาเป็นการปกครองที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่มี อำนาจเข้มแข็ง แต่ที่จริงแล้วระบบศักดินามีองค์ประกอบสามอย่างที่ทำให้พระเจ้าแผ่นดินมี อำนาจจำกัดคือ

(๑) ระบบการปกครองแบบศักดินาไม่มีข้าราชการ ระบบข้าราชการไทยตั้งขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๕ ฉนั้นพระเจ้าแผ่นดินในยุคศักดินาต้องแบ่งอำนาจในการปกครองกับ ขุนนาง มูลนาย และเจ้าหัวเมือง

(๒) การที่ระบบการผลิตอาศัยการเกณฑ์กำลังงานแรงงานบังคับโดยมูลนายและขุนนาง มีส่วนทำให้พระเจ้าแผ่นดินต้องแบ่งอำนาจทางเศรษฐกิจการผลิตให้กับมูลนายและขุนนางอีกด้วย

(๓) อำนาจของ “เมืองหลวง” เช่นอยุธยา หรือ กรุงเทพฯ ในระบบศักดินา จะลดลงในสัดส่วนที่เท่ากับความห่างจากตัวเมือง เพราะเมืองห่างๆ ไม่จำเป็นต้องกลัวการส่งกองกำลังมาปราบปรามเท่ากับเมืองที่อยู่ใกล้ศูนย์ กลาง นอกจากนี้ “หัวเมือง” อาจเป็น “หัวเมือง” ของเมืองอำนาจศูนย์กลางอื่นๆ หลายเมืองพร้อมๆกัน ระบบการแผ่อำนาจแบบวงกลมซ้อนๆนี้ เรียกว่าเป็นระบบ Mandala หรือ Galactic Polity – คือระบบดวงดาวที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ มันเป็นระบบที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีพรมแดน เพราะเน้นควบคุมคนและชุมชนเป็นหลัก

การผลิตในระบบศักดินาใช้แรงงานบังคับ ไม่ใช่แรงงานรับจ้าง มีทาสและไพร่ ทาสในระบบศักดินาคือผู้ที่ติดหนี้สินกับมูลนาย ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองจากมูลนาย หรือเชลยศึก เขาจะต้องทำงานอยู่กับเจ้านายตลอด ส่วนไพร่นั้นคือผู้ที่เป็นชาวนากึ่งอิสระที่ต้องถูกเกณฑ์ไปใช้งานเป็นประจำ โดย ขุนนาง มูลนาย พระเจ้าแผ่นดิน หรือ วัด

ปฏิวัติทุนนิยมล้มศักดินานำโดยรัชกาลที่๕

หลัง จากที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เซ็นสัญญาการค้าเสรีกับอังกฤษที่เรียกว่า “สัญญาเบาริ่ง” ในปีพ.ศ. ๒๓๙๘ ระบบทุนนิยมโลกเริ่มที่จะมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจไทยมากขึ้นทุกที ระบบการค้าเสรีและการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตก สร้างทั้งปัญหาและโอกาสกับกษัตริย์ศักดินา และนำไปสู่การปฏิวัติล้มระบบศักดินาโดยรัชกาลที่ ๕

การยกเลิกระบบการเกณฑ์แรงงานบังคับ และการใช้ระบบการปกครองของข้าราชการจากศูนย์กลาง เป็นการทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของมูลนาย ขุนนาง และ เจ้าหัวเมือง ซึ่งเป็นคู่แข่งของกษัตริย์ โดยที่อำนาจรัฐและอำนาจเศรษฐกิจไปกระจุกอยู่ที่พระเจ้าแผ่นดินภายใต้ระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นครั้งแรก

นอก จากนี้การเลิกทาสหรือไพร่ และการหันมาใช้แรงงานรับจ้าง ไม่ใช่เพราะความเมตตาของใครแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องการใช้แรงงานในลักษณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบทุนนิยมต่าง หาก

การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยดังกล่าวต้องถือว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับการปฏิวัติสังคมที่นำไปสู่ระบบทุนนิยมในประเทศไทย และรัฐใหม่ที่รัชกาลที่ ๕ สร้างขึ้นเป็นรัฐทุนนิยม เพื่อประโยชน์นายทุนกษัตริย์ และเพื่อสร้างรัฐชาติไทยขึ้นมาเป็นครั้งแรกในยุคที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญหน้ากับการสร้างรัฐชาติพม่า มาเลย์ และอินโดจีน ภายใต้จักรวรรดินิยมตะวันตก ยิ่งกว่านั้นการเลิกทาสเลิกไพร่ และการนำระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีเข้ามา เปิดโอกาสให้กษัตริย์ไทยสมัยนั้นสามารถสะสมกำไรมหาศาลจากการเป็นนายทุน ที่ดิน นายทุนเกษตร และนายทุนธนาคาร ซึ่งมีการถ่ายทอดมรดกจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะสำคัญของระบบทุนนิยมคือ มีการลงทุนเพื่อการผลิต และมีการสะสมทุนเพิ่มจากกำไรในการผลิต กระบวนการนี้อาศัยการที่นายทุนเริ่มควบคุมปัจจัยการผลิต เช่นที่ดิน บริษัท หรือโรงงาน ในขณะที่คนธรรมดาต้องไปรับจ้างหรือเช่าที่ดินจากนายทุน

การ ลงทุนเพื่อการเกษตรแถวๆ รังสิตในสมัยรัชกาลที่๕ กระทำไปโดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยมาเช่าที่ดิน เพื่อขยายการผลิตข้าว โดยเป้าหมายคือการส่งออกในตลาดทุนนิยมโลก มันเป็นระบบรับเหมาทำนา โดยที่นายทุนผู้ครองที่ดินได้ประโยชน์ ดังนั้นนายทุนในระบบทุนนิยมมีหลายรูปแบบ คือเป็นกษัตริย์ ทหาร หรือนักธุรกิจเอกชนก็ได้ ขอให้มีอำนาจคุมปัจจัยการผลิตและความสามารถในการสะสมทุนเท่านั้นก็พอ

รัฐทุนนิยมในรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่รัชกาลที่๕ สร้างขึ้น ถูกปฏิวัติล้มไปในปี ๒๔๗๕ และอำนาจรัฐถูกค่อยๆ ขยายไปสู่ส่วนอื่นของชนชั้นนายทุนที่ไม่ใช่กษัตริย์และราชวงศ์ เช่นข้าราชการพลเรือน ทหาร และนายทุนเอกชน ซึ่งการขยายชนชั้นปกครองไปสู่กลุ่มอำมาตย์แบบนี้ ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองปัจจุบัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น